เกี่ยวกับเรา

INTERLINK COMMUNICATIONI PLC.

บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) (เดิมชื่อบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น (ประเทศไทย) (จำกัด) จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2538 โดยรับโอนธุรกิจและพนักงานทั้งหมดของแผนกเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Network System) พร้อมสิทธิ์การเป็นตัวแทนจัดจำหน่าย (Distributor) สินค้าข่ายสายสัญญาณยี่ห้อ AMP (USA) และสินค้าคงคลังทั้งหมดมาจากบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล (1987) จำกัด (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ โฮลดิ้ง จำกัด) ทำให้บริษัทฯ สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องทันที โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งเน้นธุรกิจข่ายสายสัญญาณคอมพิวเตอร์ (Cabling System) เพื่อสามารถรุกตลาดที่มีอัตราการเจริญเติบโตที่สูงขึ้นได้อย่างรวดเร็ว โดยเป็นบริษัทแรกที่นำเทคโนโลยีสายสัญญาณชนิด UTP (ปัจจุบันเรียกสาย LAN) มาเผยแพร่ในประเทศไทยจนปัจจุบันเป็นที่แพร่หลายกันโดยทั่วไป ส่วนบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ โฮลดิ้ง จำกัด ในปัจจุบันเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฯ

ปัจจุบันบริษัทฯ ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication Technology: ICT) โดยดำเนินธุรกิจหลักที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ข่ายสายสัญญาณคอมพิวเตอร์และสื่อสารโทรคมนาคม (Cabling Business) และได้รับการแต่งตั้งจากผู้ผลิตสายสัญญาณและอุปกรณ์ข่ายสายจากต่างประเทศให้เป็นตัวแทนจัดจำหน่าย (Distributor) สินค้าในประเทศไทย ซึ่งได้แก่สินค้ายี่ห้อ LINK และ COMMSCOPE (เดิมชื่อ AMP) เป็นต้น นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเป็นผู้บุกเบิกและพัฒนาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับระบบข่ายสายคอมพิวเตอร์และสื่อสารโทรคมนาคม ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ตู้ใส่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และสื่อสารประเภท 19” Rack ภายใต้ยี่ห้อสินค้า 19” GERMANY EXPORT RACK ซึ่งบริษัทฯ ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ ทำให้บริษัทฯ มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าของผลิตภัณฑ์นี้อย่างสมบูรณ์ และว่าจ้างให้บริษัท อี.เอส อินเตอร์เนชั่นแนล (1991) จำกัด ซึ่งบริษัทฯ ได้ร่วมถือหุ้นในอัตราร้อยละ 10 เป็นผู้ผลิตสินค้าดังกล่าว

เนื่องจากสินค้าที่บริษัทฯ จัดจำหน่ายเป็นสินค้าด้านวิศวกรรม ซึ่งต้องมีความเชี่ยวชาญและใช้เครื่องมือและเครื่องทดสอบที่มีต้นทุนสูง อีกทั้งยังมีโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่จำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการติดตั้งสายสัญญาณและก่อสร้างระบบสื่อสาร ซึ่งบริษัทฯได้ลงทุนด้านเครื่องมือเครื่องทดสอบ และฝึกอบรมวิศวกรไว้เพื่อสนับสนุนการขายสินค้าและบริการ ทำให้บริษัทฯ ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ตรวจทดสอบระบบสายสัญญาณและออกใบรับรองให้แก่ผู้รับเหมาทั่วไปเพื่อให้เจ้าของโครงการเชื่อมั่นในระบบสายสัญญาณที่ผู้รับเหมาทั่วไปได้วางไว้ ทำให้บริษัทฯ เล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจในการที่จะสามารถทำให้ธุรกิจการรับเหมาติดตั้งสายสัญญาณและสื่อสารโทรคมนาคมให้ดำเนินรุดหน้าไป โดยในปี 2547 บริษัทฯ ได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างแผนกวิศวกรรมจากเดิมที่เป็นแผนกสนับสนุนการขายให้เป็นธุรกิจที่มีโอกาสสร้างรายได้ใหม่ให้แก่องค์กรโดยเพิ่มธุรกิจวิศวกรรม (Engineering) ที่รับงานเกี่ยวกับการวางระบบข่ายสายสัญญาณ ไฟเบอร์ออฟติก และการก่อสร้างสายเคเบิ้ล เพื่อรองรับการพัฒนาและเติบโตของระบบเครือข่ายและโทรคมนาคมของประเทศไทย นอกจากนี้ บริษัทฯยังได้ขยายการดำเนินงานของธุรกิจวิศวกรรมให้ครอบคลุมการวางระบบสายเคเบิ้ลทุกชนิดเช่นสายเคเบิ้ลใต้ทะเล (Submarine Cable) สายส่งไฟฟ้าแรงสูง (Transmission Line) และสายเคเบิ้ลใต้ดิน (Underground Cable) เป็นต้น ทั้งนี้ ยังรวมถึงระบบวิศวกรรมอื่นๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับงานสายเคเบิ้ลต่างๆ อีกด้วย เช่น งาน Substation เป็นต้น ทั้งนี้ ยังรวมถึงระบบวิศวกรรมอื่นๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับงานสายเคเบิ้ลต่างๆ อีกด้วย เช่น งาน Substation เป็นต้น สำหรับธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ ในปัจจุบันบริษัทฯ มีตัวแทนจัดจำหน่าย (Dealer) ผู้รับเหมาติดตั้งสายสัญญาณ ผู้รับเหมาติดตั้งระบบไฟฟ้าและสื่อสาร ผู้รวบรวมระบบ ICT (System Integrator) ผู้ค้าคอมพิวเตอร์ ร้านค้าไฟฟ้าและสื่อสาร IT Modern Tradeเป็นผู้นำสินค้าของบริษัทฯ ไปจำหน่ายต่อหรือเพื่อติดตั้งให้กับลูกค้ามากกว่า 12,000 บริษัททั่วประเทศ อีกทั้งบริษัทฯ ยังมีลูกค้าภาครัฐอีกจำนวนมากกว่า 100 องค์กร ในปี 2548 บริษัทฯ ได้ขยายสาขาไปยังตลาดภูมิภาคเพื่อขยายช่องทางการจัดจำหน่าย โดยได้เปิดสาขาเชียงใหม่เพื่อครอบคลุมพื้นที่ของภาคเหนือตอนบน ในปี 2549 บริษัทฯ ได้เปิดสาขาหาดใหญ่เพื่อครอบคลุมพื้นที่ของภาคใต้ทั้งหมด ต่อมาในปี 2551 บริษัทฯ ได้เปิดสาขาขอนแก่นเพื่อครอบคลุมพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งหมด และในปี2555 บริษัทฯ ได้เปิดสาขาระยองเพื่อครอบคลุมภูมิภาคตะวันออกทั้งหมด นอกจากนี้ ในปี 2555 บริษัทฯ ได้ก่อสร้างศูนย์กระจาย สินค้าแห่งใหม่พื้นที่ใช้สอย 6,500 ตารางเมตร เพื่อรองรับการขยายตัวของยอดขายในอนาคตบนพื้นที่ดินของบริษัทฯ บริเวณถนนกาญจนาภิเษก เขตบางเขนกว่า 6 ไร่ อีกด้วย